บทที่ 17 เจ้าห้ามใช้พลังมารโดยเด็ดขาด
“เจ้าจงเตรียมตัว เราจะเข้าคัดเลือกเป็นศิษย์สายนอก ตามข้ามา!” นางกล่าวอย่างหงุดหงิด แล้วยังไม่พอ มือหนึ่งยกขึ้นบิดหูเขาอย่างแรง ลากให้เดินตามมา
“มะ… มารดาฉางซีของข้า จะ… เจ้าเบา ๆ หน่อยได้หรือไม่!” เยี่ยเสวียนร้องโอดโอย เดินเซตามแรงมือของนาง ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างน่าสงสาร ราวกับไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดตนจึงถูกลงโทษตั้งแต่ยังไม่ทันได้ทำสิ่งใดเช่นนี้
ฉางซีและเยี่ยเสวียนนั่งมองการประลองบนลานศิลาขนาดใหญ่ การแข่งขันถูกแบ่งออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละสามคน ผลัดกันขึ้นสู้ พลังปราณปะทะกันเป็นระลอก เสียงกระแทก เสียงอาคม และเสียงฮือฮาของผู้ชมดังไม่ขาดสาย
“วู่ว! เก่ง ๆ!”
เยี่ยเสวียนเอ่ยชมพลางปรบมืออย่างตื่นเต้น ดวงตาของเขาเป็นประกายสดใส ราวกับเด็กที่เพิ่งได้เห็นของเล่นชิ้นใหม่ เขาหัวเราะบ้าง ลุ้นบ้าง ดูสนุกกับทุกกระบวนท่า
สำหรับเขา ผู้ที่ไม่เคยได้สัมผัสโลกภายนอกมาก่อน ภาพการประลองเหล่านี้ช่างน่าตื่นตาตื่นใจเสียเหลือเกิน
ฉางซีหันมามองเขา เห็นสีหน้าซื่อ ๆ นั่นแล้วก็อดรู้สึกเอ็นดูไม่ได้
มารน้อยผู้นี้… เหมือนเด็กคนหนึ่งจริง ๆ
แม้จะเป็นจอมมาร แต่กลับมีด้านที่น่ารัก น่าเอ็นดูไม่น้อย
การประลองดำเนินไปอย่างดุเดือด จนในที่สุด ผู้เข้าแข่งขันก็ถูกคัดออกทีละกลุ่ม เหลือเพียงสามร่างที่ยืนอยู่กลางลาน
ฉู่เหวินเฉา จื่อเฉิน เฟิ่งเหิง ทั้งสามคนยืนเรียงกันอย่างสง่างาม เสื้อผ้าสีดำสะบัดไหวตามแรงลมปราณ พลังอำนาจแผ่ซ่านออกมาจนผู้ชมรอบด้านเงียบงัน
“ผู้ชนะคงเป็นศิษย์เอกทั้งสามจากสำนักมังกรเทพจริง ๆ …”
“แค่ยืนเฉย ๆ ก็รู้สึกกดดันแล้ว”
เสียงกระซิบดังขึ้นเป็นระลอก ไม่มีใครกล้าสบตาทั้งสามตรง ๆ
ผู้จัดการประลองก้าวออกมาด้านหน้า มองไปรอบสนาม ก่อนจะเอ่ยเสียงดัง
“จะมีผู้ใดขึ้นมาประลองอีกหรือไม่ หากไม่มี ผู้ที่ชนะการประลองในครั้งนี้ จะเป็นทั้งสามท่า…”
ยังพูดไม่ทันจบ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นกลางความเงียบ
ฉางซียกมือขึ้น สีหน้าสงบนิ่ง ดวงตาคมกริบ
“พวกข้า”
เพียงสองคำสั้น ๆ ก็ทำให้ทั้งลานประลองเงียบกริบอีกครั้ง ก่อนจะระเบิดเป็นเสียงฮือฮา และเสียงหัวเราะในพริบตา สายตานับร้อยนับพันคู่หันมามองยังร่างของหญิงสาวและบุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“ใครกัน?”
“สองคนนั้นหรือ จะขึ้นสู้กับศิษย์เอกสำนักมังกรเทพ?”
เยี่ยเสวียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองฉางซี ดวงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
“ถึงตาเราแล้วหรือ?” เขาถามเสียงเบา แต่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ใช่” นางตอบสั้น ๆ “ถึงเวลาแล้ว”
เยี่ยเสวียนพยักหน้าเบา ๆ จากนั้นทั้งคู่ก็พากันก้าวขึ้นสู่เวทีประลองศิลาขาว
ทว่าเพียงแค่การเดินขึ้นเวที ก็เรียกเสียงหัวเราะเยาะจากรอบด้านได้ไม่น้อย
“ขนาดขึ้นเวทียังต้องเดินขึ้น ผู้อื่นเขาเหาะเหินเดินอากาศกัน จะไหวหรือ”
“นั่นน่ะสิ ดูแล้วพลังปราณจะยังไม่ถึงขั้น”
“มาแค่สองคนเองหรือ จะเอาอะไรไปสู้”
“ข้าต่อให้สิบคน ก็ยังไม่มีผู้ใดเอาชนะทั้งสามท่านแห่งสำนักมังกรเทพได้”
เสียงวิจารณ์ดังระงม ซัดเข้าใส่ราวกับคลื่นลม บางคนส่ายหน้า บางคนหัวเราะเยาะ สายตาเต็มไปด้วยการดูแคลน
เยี่ยเสวียนได้ยินแล้วก็อดชะลอฝีเท้าไม่ได้เล็กน้อย เขาเอียงหน้าเข้าไปใกล้ฉางซี เอ่ยถามเสียงต่ำ
“เจ้าประหม่าหรือไม่”
ฉางซียังคงเดินต่ออย่างมั่นคง ฝีเท้าไม่เร็วไม่ช้า ดวงตานิ่งสงบ ราวกับเสียงรอบข้างไม่อาจรบกวนจิตใจของนางได้ นางหันมายิ้มให้เขา รอยยิ้มนั้นบางเบา แต่หนักแน่น
“มีเจ้าอยู่ ข้าไม่ประหม่า”
คำตอบนั้นทำให้เยี่ยเสวียนชะงักไปชั่วขณะ
ฉางซีลดเสียงลง เอ่ยกำชับอย่างจริงจัง
“มารน้อย เจ้าห้ามใช้พลังมารโดยเด็ดขาด ข้าจะสอนให้เจ้าใช้พลังเทพแทน ขณะต่อสู้ เจ้าก็ทำตามที่ข้าสอน เจ้ามีพื้นฐานพลังที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เพียงทำตามที่ข้าบอก เข้าใจหรือไม่”
